PM 2.5 คืออะไร เกิดจาก อันตรายแค่ไหน

ปฏิเสธไม่ได้เลยนะว่า PM 2.5 เป็นเรื่องที่ร้อนแรงมากในปัจจุบัน เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่ค่อนข้างจะใกล้ตัวเรา เมื่อไหร่ก็ตามที่สภาพอากาศอยู่ในสภาวะปิดนี่จะเห็นเลยว่าเวลาเรามองออกไปข้างนอกจะเห็นกลุ่มฝุ่น PM2.5 จนเหมือนเป็นหมอกเลยหละ บางคนไม่รู้ถึงกับสุดอากาศหายใจให้เต็มปอดเลยทีเดียวแหละ ทีนี้ทางเพจ Brainbuffets.com จึงขอนำเสนอเรื่องราวของ เจ้า PM2.5 ว่ามันคืออะไร ความเป็นมาเป็นยังไง ว่าแล้วเราก็ไปดูกัน!!!

PM 2.5 ย่อมาจาก Particulate Matter 2.5 หรือแปลเป็นไทยก็คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หากสงสัยว่า PM2.5 นี้เล็กแค่ไหน ให้ลองคิดดูว่ามันเล็กระดับ 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมคนเรา ซึ่งจากความเล็กขนาดนี้ทำให้ขนจมูกไม่สามารถดักจับฝุ่น PM2.5 ได้ ในปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศจำนวน 4แห่ง รถตรวจวัดคุณภาพอากาศจำนวน 5 คัน และเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบติดตั้งบนเสาเหล็กจำนวน 46 แห่ง และในอนาคตก็มีแผนที่จะจัดซื้อเครื่องตรวจ PM2.5 อีก 27 เครื่อง

สาเหตุที่ทำให้เกิด PM2.5

ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน PM2.5 เกิดจากสองแหล่งกำเนิดใหญ่ๆ คือ

  1. แหล่งกำเนิดโดยตรง ได้แก่ การเผาในที่โล่ง การคมนาคมขนส่ง รถควันดำๆทั้งหลาย การผลิตไฟฟ้า อุตสาหกรรมการผลิต
  2. การรวมตัวของก๊าซอื่นๆ ในบรรยากาศ โดยเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และออกไซด์ของไนโตรเจน (NOx) รวมทั้งสารพิษอื่นๆ ที่ล้วนเป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ เช่น สารปรอท (Hg), แคดเมียม (Cd), อาร์เซนิก (As) หรือโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs)

ซึ่งจะเห็นว่า PM2.5 นี่เป็นฝุ่นที่เกิดขึ้นกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยทั่วไปในชีวิตประจำวันแต่ทำไมนะ PM2.5 ถึงเพิ่งมาเกิดเอาตอนนี้ ปัจจุบันทางกรมควบคุมมลพิษก็ได้ออกมาชี้แจงแล้ว โดยกรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า สาเหตุของระดับ PM 2.5 ที่กำลังเกิดขึ้น สาเหตุหลักๆมาจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างนิ่ง สภาพอากาศปิดและมีหมอกในตอนเช้า ทำให้มีการสะสมของฝุ่นละอองในอากาศเพิ่มขึ้นและไม่มีลมพัดฝุ่นละอองเหล่านี้ให้ถ่ายเทไปยังที่อื่น

หลายๆคนอาจจะสงสัยว่า ทุกวันนี้เราได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 หรือไม่ หรือเราจะสังเกตอาการยังไงว่า PM 2.5 ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเราเองแล้ว ซึ่งอาการที่เราควรสังเกตตัวเองจะมีดังต่อไปนี้ หากมีอาการป่วยไอเรื้อรัง คัดจมูด รู้สึกตาระคายเคือง เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจติดขัด ไม่สะดวก เรื่องนี้ก็ข้อบ่งชี้ได้ว่า ‘ฝุ่นละออง PM 2.5’ เริ่มส่งผลเสียต่อร่างกายของเราแล้ว ซึ่งหากมีอาการป่วยเหล่านี้อยู่เรื่อยๆก็จะส่งผลต่อร่างกายของเราในระยะยาว

ผลกระทบระยะยาวต่อร่างกายของเราคือจะทำให้ คออักเสบ ติดเชื้อ โรคทางระบบทางเดินหายใจ ร้ายแรงสุดก็นำไปสู่โรคมะเร็งปอดเลยทีเดียว

A man wearing eyeglass and black mouth mask against air pollution with PM 2.5 in Bangkok Thailand

ส่วนวิธีป้องกัน PM2.5 ก็คือ เราต้องใส่หน้ากากที่มีคุณสมบัติป้องกัน PM 2.5 โดยเฉพาะ (N95) หรือหากหาหน้ากากแบบนี้ไม่ได้ก็สามารถใช้หน้ากากอนามัยธรรมดาซ้อนกัน2ชั้น หรือใช้หน้ากากอนามัย1ชั้นแล้วรองด้วยกระดาษทิชชู่ก็ได้ แต่ว่าอย่างน้อยก็ขอให้ใช้หน้ากากป้องกันฝุ่นพวกนี้ด้วยนะ

A man wearing eyeglass and black mouth mask against air pollution with PM 2.5 in Bangkok Thailand

แอพตรวจสอบค่า PM 2.5

ตอนนี้เราก็สามารถตรวจสอบค่า PM 2.5 ในแต่ละวันได้เอง โดยไม่ต้องมานั่งรอข่าวในเวปไซต์หรือตามฟีด Facebook แล้วว่าวันไหนมีค่า PM 2.5 สูง โดยเราสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นใน Smartphone สำหรับตรวจสอบค่า PM 2.5 ได้ โดยในที่นี้เราจะขอแนะนำเพียง 2 แอพ เพราะว่าทั้ง 2 แอพนั้น ค่อนข้างมีมาตรฐานสูงและเป็นนิยมใช้งานกันเป็นจำนวนมาก โดยแอพแรกนั้นก็คือ

AirVisual – แอพพลิเคชั่นที่บอกว่าสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร มีระดับ PM2.5 เป็นยังไงบ้าง อันตรายแค่ไหน มีอัตราปนเปื้อนมากน้อยขนาดไหน พร้อมพยากรณ์ในอีกหลายวันข้างหน้าได้ มีหน้าตา (UX/UI) ที่น่ารัก ดูง่ายต่อการใช้งาน เข้าใจได้ง่าย และมีตารางเปรียบเทียบระดับความรุนแรงของค่า PM2.5 ที่ระดับต่างๆอีกด้วย มีการอัพเดทที่ค่อนข้างบ่อย

Air4Thai – แอพพลิเคชั่นของคนไทย จัดทำโดย กรมควบคุมมลพิษ (Pollution Control Department) รายงานดัชนีคุณภาพอากาศของประเทศไทย โดยรายงานข้อมูลรายชั่วโมง และข้อมูลรายวัน กราฟคุณภาพอากาศย้อนหลัง 7 วัน โดยแอพนี้การอัพเดทอาจจะช้าสักหน่อยหากเทียบกับ Air Visual

หากเทียบค่าระหว่าง Air Visual กับ Air4Thai ก็จะได้ค่าที่แตกต่างกันเล็กน้อย(บางครั้งก็มาก) ซึ่งตัวผมเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าจะเชื่อแอพไหนดี เนื่องจากอาจจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อการวัด PM2.5 ตัวผมเองก็จะเชื่อค่าที่มากที่สุดระหว่าง 2 แอพนี้ เพราะยังไงการเตรียมตัวสำหรับความเลวร้ายที่มากที่สุดที่อาจเกิดขึ้น มันก็เป็นพื้นฐานในการเอาตัวรอดของคนเราอยู่แล้ว และมันจะทำให้เราเตรียมการรับมือกับสภาพ PM2.5 ที่เลวร้าย และไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพเราในอนาคตอีกด้วย